สพฉ.แถลง หนุ่มในเก๋งแดงเป็น จนท.จริง ถึงไม่ได้ขับ แต่ทำองค์กรเสียชื่อ

คืบหน้า รถเก๋งคันแดงไม่หลบให้รถฉุกเฉิน ล่าสุด เลขาธิการสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) รับ หนุ่มในเก๋งแดงเป็นเจ้าหน้าที่จริง เเม้ไม่ได้เป็นคนขับ แต่ทำให้องค์เสียชื่อ

จากกรณีที่มีการเผยแพร่คลิปรถเก๋งแดงไม่ยอมหลีกทางให้รถฉุกเฉิน ที่กำลังนำลุงผู้ป่วยไปส่งโรงพยาบาล ทั้งๆ ที่ได้มีการเปิดไซเรนและบีบแตรขอทาง โดยคลิปยังสามารถบันทึกภาพชายใส่แว่นที่นั่งข้างคนขับ ได้ลดกระจกรถลงมาดู ขณะรถฉุกเฉินตัดสินใจแซงซ้ายอออกไป ทำให้เกิดกระแสวิพาษณ์วิจารณ์ในโลกโซเชียลเป็นอย่างมาก

และเมื่อรถฉุกเฉินเดินทางไปถึงโรงพยาบาลครบุรี จ.นครราชสีมา ผู้ป่วยคือ นายประสิทธิ์ แรมครบุรี อายุ 61 ปี ก็ได้เสียชีวิตลงเมื่อช่วงค่ำของวันเดียวกัน และจะมีพิธีฌาปนกิจศพในวันนี้ โดยลูกสาวของผู้ชีวิตเปิดเผยว่า ยังไม่ได้รับการติดต่อจากเจ้าของรถเก๋งสีแดงแต่อย่างใด แต่ตนเองและญาติๆ ก็อโหสิกรรมให้

>>> ลูกสาวเหยื่อเก๋งไม่หลบรถฉุกเฉินโคราช ไม่ติดใจเอาความใคร

ซึ่งจากการตรวจสอบในเวลาต่อมา ปรากฏว่า ชายที่ใส่แว่นนั่งอยู่ข้างคนขับ เป็นเจ้าหน้าที่ของ สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) ล่าสุดในวันนี้ (9 เม.ย. 61) เพจเฟซบุ๊ก Street Hero Project ได้มีการเผยแพร่การให้สัมภาษณ์ของ ร.อ.นพ.อัจฉริยะ แพงมา เลขาธิการสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) โดยเพจดังกล่าวได้สรุปเนื้อหาดังนี้

ร.อ.นพ.อัจฉริยะ ยอมรับมา ผู้ที่นั่งข้างคนขับ และลดกระจกรถลงมาดูขณะรถฉุนเฉินแล่นผ่าน จนมีภาพปรากฏในคลิป เป็นเจ้าหน้าที่ สพฉ. แต่คนขับเป็นบุคคลากรของหน่วยงานอื่น และที่เปิดกระจก ไม่ใช่เพื่อยั่วยุ แต่ต้องการบอกให้รถด้านหลังแซงซ้ายไปเลย ซึ่งถึงแม้เจ้าหน้าที่ สพฉ.รายดังกล่าว ไม่ได้เป็นผู้ขับรถ แต่ก็ส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์องค์กร ซึ่งจะตรวจสอบว่ามีบทลงโทษทางจริยธรรม หรือวินัยข้อไหนบ้าง

>>> ดราม่าหนัก คลิปเก๋งสีแดงไม่หลบรถฉุกเฉิน ล่าสุดผู้ป่วยเสียชีวิตแล้ว

ส่วนการที่มีการตอบโต้กับชาวโซเชียล แม้จะบนพื้นที่ส่วนตัว แต่ก็ส่งผลเสียต่อองค์กรเช่นกัน ซึ่งมีบทลงโทษแน่นอน โดยได้มีการแจ้งไปยังเจ้าหน้าที่รายดังกล่าวแล้ว ส่วนจะออกมาขอโทษสังคมหรือไม่นั้น ก็ขึ้นอยู่กับเจ้าตัว สพฉ.ไม่สามารถไปกดดันได้

ร.อ.นพ.อัจฉริยะ กล่าวต่อไปว่า สพฉ.เป็นผู้รณรงค์เรื่องการหลบรถฉุกเฉิน จนมีความสำเร็จระดับที่ดี แต่มีคนขององค์กรไปเกี่ยวข้อง ทางผู้บริหารตระหนักถึงเรื่องจริยธรรม และการเป็นแบบอย่างที่ดี โดยจะปรับปรุงและกวดขันให้มากยิ่งขึ้น

ส่วนบทลงโทษเจ้าหน้าที่รายดังกล่าว จะเป็นทางจริยธรรม หรือทางวินัย ขึ้นอยู่กับผลการสอบสวน ขั้นสูงสุดคือจะมีการภาคทัณฑ์

ขอบคุณข้อมูล จาก sanook.com

About the author: admin