การบำบัด น้ำเน่าเสีย ต้องคำนึงถึงค่า pH

การบำบัด น้ำเน่าเสีย ต้องคำนึงถึงค่า pH และค่าอัลคาไลน์น้ำประกอบการบำบัดด้วยทุกครั้งซึ่งน้ำเสียส่วนใหญ่อาจจะเกิดจากสาเหตุหลายประการดังนี้

1. การตกหล่นของอาหารการเน่าเสียของน้ำในบ่อเลี้ยงเกิดจากการสะสมของอาหารที่สัตว์น้ำกิน รวมทั้งสิ่งขับถ่ายต่าง ๆของสัตว์น้ำนั้นเอง และในบางครั้งสัตว์น้ำในบ่อเลี้ยงอาจตายลงโดยผู้เลี้ยงไม่รู้และเกิดการเน่าขึ้นได้ ซึ่งการเน่าและหมักของสิ่ง ปฎิกูล จะทำให้เกิดแก๊สแอมโมเนียก๊าซไฮโดรเจน ซัลไพค์ ก๊าซไนไตรท์ ซึ่งเป็นอันตรายกับสัตว์น้ำได้โดยแยกประเภทอันตรายของก๊าซแต่ละชนิดดังนี้
ก๊าซแอมโนเนียเกิดจากการเน่าเสียของเศษอาหาร และมูลของสัตว์น้ำ ทับ ถมกันเป็นระยะเวลาหลายเดือนจะมีการเปลี่ยนปฎิกริยาทางเคมี ออกมาเป็นรูปก๊าซแอมโมเนียซึ่งก่อให้เกิดผลร้ายต่อระบบการหายใจ และทำให้เกิดการระคายเคืองต่อผิวหนังถ้ามีมากจะออกฤทธิ์ทำให้กัดบริเวณผิวหนังสัตว์น้ำ เป็นช่องแผลและจะเป็นทางเข้าสู่ร่างกายสัตว์น้ำของเชื้อโรค จะทำให้เกิดเป็นแผลหลุม จุดแดง ๆเป็นจ้ำ ๆ เป็นตุ่มมีน้ำเหลือง และเป็นโรคผิวหนังต่าง ๆมีผลทำให้สัตว์น้ำนั้นอ่อนแอ ป่วย และตายได้
ก๊าซไนไตรท์เป็นการเปลี่ยนกระบวนการ หรือถ่ายสสารจากก๊าซแอมโมเนียแตกตัวเปลี่ยนมาเป็นก๊าซไนไตรท์ ซึ่งจะออกฤทธิ์อย่างร้ายแรง เมื่อสภาพน้ำมีค่า pH ต่ำหรือมีความเป็นกรด แต่ถ้าน้ำเป็นด่างก๊าซไนไตรท์จะไม่ออกฤทธิ์ซึ่งเมื่อออกฤทธิ์จะทำให้ระบบทางเดินหายใจของสัตว์น้ำ จะทำให้เกล็ดเลือดเป็นพิษสัตว์น้ำจะหายใจไม่ออก และจะมีเลือดไหลออกจมูกและปากซึ่งถ้ามีก๊าซไนไตรท์ต้องรีบบำบัดน้ำเสียทันที อนึ่ง ก๊าซไนไตรท์ กับก๊าซแอมโมเนียสามารถเปลี่ยนสถานะกันไปมาได้
ในการเลี้ยงสัตว์น้ำนั้นต้องรู้จักถึงคุณสมบัติของก๊าซ 2 ชนิดนี้ เพราะถ้าเลี้ยงสัตว์น้ำน้ำที่เน่าเสียจะพบก๊าซทั้ง 2 ชนิดนี้เสมอ จะรู้ได้ต้องมีเครื่องมือวัดแอมโมเนียและเครื่องมือวัดไนไตรท์
2. การมีสารเจือปนมากับแหล่งน้ำซึ่งในแหล่งน้ำก่อนที่จะเติมลงไปในบ่อเลี้ยง
สัตว์น้ำ ควรจะมีการวัดค่า pH กับค่าอัลคาไลน์ในน้ำเสียก่อนซึ่งบางครั้งอาจจะไม่ทราบว่าในแหล่งน้ำที่มานั้นมีการตกค้างของสารเคมีหรือมีปุ๋ยที่ปนมากับน้ำหรือไม่ซึ่งถ้ามีสารเคมีปนเปื้อนเข้ามาจะทำให้แพลงค์ตอนพืชตายทับถม กลายเป็นขี้แดด และนานๆ เข้าจะทำให้น้ำเปลี่ยนสีได้

3. การใช้ปูนมากเกินขนาดบางครั้งการที่ต้องการปรับสภาพน้ำอาจทำให้ผู้เลี้ยง
ใสปูนมาก จนเกินความพอดีถ้าปูนมีมากเกินไป จะทำให้เกิดภาวะบูมของแพลงค์ตอนจะทำให้น้ำหนืดเขียวขึ้นอยู่ระยะหนึ่ง หลังจากนั้นจะเปลี่ยนเป็นตะกอนหรือขี้แดด

4. การใช้ยาฆ่าเชื้อ หรือสารเคมีมากเกินขนาดในระบบนิเวศน์ของน้ำ มีสิ่งมีชีวิตที่ช่วยตรึงให้ระบบนิเวศน์ของน้ำคงที่ ประกอบไปด้วยแพลงค์ตอนพืชจุลินทรีย์ และแบคทีเรีย ซึ่งในธรรมชาติถ้าน้ำดีจุลินทรีย์มีอากาศหายใจเพียงพอจะเบียดแบคทีเรีย ไม่ให้เกิดหรือเกิดก็น้อยดังนั้นเมื่อใส่ยาฆ่าเชื้อหรือสารเคมีลงไปในน้ำฤทธิ์ของยาก็จะทำลายระบบนิเวศน์ทั้งหมด หรือเรียกว่าระบบน้ำล้มเพราะแพลงค์ตอนพืชตาย จุลินทรีย์ตาย แบคทีเรียตาย จะไม่มีผู้ย่อยสลายและผู้ผลิตที่สร้างออกซิเจนในน้ำ เมื่อไม่มีออกซิเจน สัตว์น้ำก็อยู่ไม่ได้ขณะเดียวกันแบคทีเรียที่ไม่ต้องใช้ออกซิเจนในการหายใจก็จะเกิดแทนที่ก็จะเข้าเกาะกินสัตว์น้ำทำให้เกิดโรคร้ายแกสัตว์น้ำ การใช้สารเคมี หรือยาฆ่าเชื้อจึงต้องระมัดระวังในการใช้ทางที่ดีไม่ควรที่จะใช้ ยกเว้นว่า ระบบนิเวศน์ของน้ำนั้นเน่าเสียหมดแล้วถึงควรที่จะล้างระบบ แล้วรอให้ฤทธิ์ของยาหมดแล้ว จึงต้องรีบสร้างแพลงค์ตอนพืชขึ้นมาเพื่อเร่งการสร้างระบบนิเวศน์ของน้ำขึ้นมาทดแทนใหม่

5. ผักตบชวา มากเกินไปผักตบชวาเป็นพืชที่ลอยอยู่ผิวน้ำ ซึ่งมีทั้งประโยชน์ และโทษในบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำซึ่งแยกได้ดังนี้
ประโยชน์ของผักตบชวาโดยดูดรับเอาปุ๋ยไนเตรทที่ได้จากขบวนการย่อย สลายไนโตรเจนไปใช้โดยดูดซึมของเสียไว้เหมือนฟองน้ำเมื่อเราดึงผักตบชวาออกจากบ่อก็เหมือนเราดึงของเสียจากบ่อไปทิ้ง
โทษของผักตบชวาปัญหาของผักตบชวาที่มากเกินไปผักตบจะโตขึ้นถ้าไม่มีการควบคุมหรือจำกัดบริเวณผักตบชวาจะปกคลุมผิวหน้าน้ำทั้งหมดทำให้น้ำขาดแสงแดด ขาดออกซิเจน และถ้าผักตบชวาขึ้นเต็มที่ ถ้าเราไม่ดึงออกรากที่สะสมของเสียเมื่อเก็บไม่อยู่ จะปล่อยของเสียเหล่านั้นลงในน้ำเป็นการเพิ่มปริมาณของเสีย และแอมโมเนียในน้ำแบบฉับพลัน เหมือนการปล่อยระเบิดเวลาดังนั้น ถ้าจะใช้ผักตบชวาจึงควรใช้ไม่เกิน 25 % ของพื้นที่ที่อยู่อาศัยของสัตว์น้ำ
สาเหตุที่ทำให้เกิดน้ำเสียที่กล่าวมาเป็นข้อสรุปเบื้องต้นซึ่งมีตัวแปรที่ทำให้น้ำเสียอีกมาก แต่ที่กล่าวมาเป็นสาเหตุหลัก ๆ เท่าที่พบซึ่งเมื่อท่านเข้าใจ และรู้ที่มาของน้ำเสียแล้วถึงค่อยมาทำความเข้าใจกับวิธีบำบัด

ทั่ว ๆ ไปน้ำที่จะเลี้ยงกุ้ง ปลา ตะพาบน้ำหรือสัตว์น้ำทุกชนิด ต้องมีการตรวจวัดคุณภาพน้ำก่อนที่จะนำลงไปเลี้ยงเมื่อปรับได้ที่แล้ว ปัญหาที่ตามมาก็คือ คุณภาพน้ำจะเริ่มเสียตั้งแต่วันแรกที่ปล่อยสัตว์น้ำแต่จำนวนน้อยเพราะมีระบบนิเวศน์ที่สมดุลย์แก้ปัญหา กุ้ง ปลาหรือสัตว์น้ำเมื่อกินแล้วก็ต้องถ่ายออกมาสะสมนานวันคุณภาพน้ำเสื่อมระบบนิเวศน์ไม่สมดุลย์ สิ่งหนึ่งสิ่งใดมากเกิน ขาดความพอดีในน้ำถ้าเรามีแหล่งน้ำพอเพียงที่จะมาเติมน้ำเข้า ถ่ายน้ำออกขอให้ใช้วิธีนี้เป็นวิธีที่ดีที่สุดในการเลี้ยงสัตว์น้ำทุกชนิดแต่ถ้าเราไม่มีแหล่งน้ำที่จะมาเติมน้ำถ่ายเทเราต้องป้องกันอย่าให้คุณภาพของน้ำเสียความสมดุลย์ในระบบนิเวศน์ตั้งแต่วันแรกที่ปล่อยสัตว์น้ำถึงวันที่จับขายถ้าท่านทำได้จะเกิดผลสำเร็จเป็นอย่างสูงด้วย การป้องกัน และจัดการควบคุมการให้อาหารไม่ให้ตกหล่นลงไปในบ่อ ควบคุมขี้ของสัตว์น้ำไม่ให้เน่าเสียถ้าทำได้สองอย่างนี้ ปัญหาอื่นจะเกิดน้อยมากแทบจะกล่าวได้ว่าเป็นการแก้ปัญหาได้ตรงประเด็น ผลที่ตามมาคือ ไม่สิ้นเปลืองอาหารน้ำในบ่อไม่เน่าเสียตะพาบไม่ป่วย ไม่ต้องใช้ยา ไม่ต้องใช้สารเคมีอัตราการตายน้อยมากหรือไม่มีเลย ต้นทุนต่ำ ได้กำไรศึกษาข้อมูลข้างต้นให้ดีเนื่องจากทำให้ท่านเสียค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงน้อยมาก หากท่านป้องกันไม่ได้ขอให้ศึกษาบำบัด แบบชีวภาพ ตามข้อมูลที่จะกล่าวถึงนี้ก่อนอื่นผู้เลี้ยงสัตว์น้ำต้องมีอุปกรณ์ตรวจวัด คุณภาพน้ำอย่างน้อย 4 ชนิดคือ

1.น้ำยาตรวจวัดความเป็นกรด – ด่างในน้ำ

2.น้ำยาวัดหาค่าแร่ธาตุอาหารในน้ำ (อัลคาไลน์)

3.น้ำยาตรวจวัดหาค่าก๊าซแอมโมเนีย

4.น้ำยาตรวจวัดหาค่าก๊าซไนไตรท์ การที่มีอุปกรณ์ตรวจวัด 4 ชนิดนี้ทำให้

ผู้เลี้ยงสามารถรู้สภาพน้ำในบ่อว่ามีปัญหาอะไรเราจะได้แก้ปัญหานั้น ทำให้ไม่ต้องเสียเงินลงบ่อโดยไม่รู้ว่าใส่วัตถุแต่ละชนิดแล้วแก้ปัญหาในบ่อได้จริงหรือไม่ด้วยการเอาน้ำยามาตรวจวัดคุณภาพน้ำทุก ๆ ครั้งก่อนและหลังบำบัด วิธีปรับความเป็นกรด — ด่าง แร่ธาตุอาหาร (อัลคาไลน์) วิธีบำบัดก๊าซพิษต่าง ๆ ที่อยู่ในบ่อแบบชีวภาพน้ำก็คือ ใช้สิ่งที่มีชีวิตมารักษา (จุลินทรีย์)ปรับพื้นฐานก๊าซพิษที่มีให้เปลี่ยนเป็นก๊าซที่เป็นคุณประโยชน์ กับระบบนิเวศน์นั้นก็คือ อาหารตะพาบที่หล่น ขี้สัตว์น้ำ ซากแพลงค์ตอนต่าง ๆที่หล่นไปก้นบ่อถ้าไม่มีจุลินทรีย์กลุ่มที่ดีไปย่อย หรือมีน้อยไปย่อยไม่ทันก็จะมีแบคทีเรียอีกกลุ่มเข้ามาแย่งอาหาร และซากต่าง ๆ เหล่านี้ ไปเป็นก๊าซพิษทันทีแต่ถ้าเราส่งจุลินทรีย์เข้าไปแย่งอาหาร และซากต่าง ๆ เหล่านี้ได้จุลินทรีย์กลุ่มนี้ก็จะย่อยให้เป็นก๊าซพิษทันทีแต่ถ้าเราส่งจุลินทรีย์เข้าไปแย่งอาหาร และซากต่าง ๆ เหล่านี้ได้จุลินทรีย์กลุ่มนี้ก็จะย่อยให้เป็นก๊าซที่ดี (ไนโตรเจน)แพลงค์ตอนก็จะเจริญเติบโตได้ดี ก็ทำหน้าที่สังเคราะห์แสงแล้วเปลี่ยนเป็นอากาศให้กับสัตว์น้ำ ๆ ก็จะแข็งแรงเจริญเติบโตเชื้อแบคทีเรียก็จะอ่อนแอกับสภาพน้ำที่ดี และหยุดการแพร่ขยายพันธุ์ หรือขยายน้อยมากเนื่องจากสภาพน้ำดี จึงขอให้ผู้เลี้ยงรักษาระบบนิเวศน์ตรงนี้ให้ได้ทำให้ไม่ต้องใช้สารเคมี – ยาต่าง ๆ ธรรมชาติรักษาธรรมชาติ นั้นก็คือ ทำสภาพน้ำให้ดีสัตว์น้ำทุกชนิดก็จะแข็งแรงสร้างภูมิต้นทานโรคได้เป็นอย่างดี

สภาพน้ำสีเขียวเข้มหนืดเกิดจากอาหารตกหล่นไปในบ่อน้ำมาก ทำให้ขยาย
ได้รวดเร็ว ปัญหาน้ำสีเขียวเข้าหนืดหรือมีซากแพลงค์ตอนลอยปิดหน้าน้ำ (ขี้แดด) เกิดจากอาหาร และขี้ปลา กุ้งที่หล่นไปก้นบ่อทำให้มีแร่ธาตุอาหาร (อัลคาไลน์) มากทำให้แพลงค์ตอนพืชเกิดมากเกินความสมดุลย์ในระบบนิเวศน์จะรับได้วิธีแก้ขี้แดดถ้ามีซากแพลงค์ตอนพืช (ขี้แดด) มาก ให้เปิดหน้าน้ำด้วยการซ้อนขี้แดดออกทิ้งหรือใช้ไม่ปาดให้ไปรวมอยู่ที่มุมหนึ่งมุมหนึ่งของบ่อแล้วใช้เครื่องดูดน้ำหน้าผิวทิ้ง ตรวจสอบดูว่าก้นบ่อมีก๊าซพิษหรือไม่จุลินทรีย์น้ำ เพื่อไปย่อยสลายซากพืช ซากสัตว์ที่เน่าอยู่ที่ก้นบ่อให้เปลี่ยนสภาพเป็นก๊าซที่เป็นประโยชน์ (ก๊าซไนโตรเจน)ขณะที่
จุลินทรีย์ทำงานจะมีขี้แดดลอยขึ้นมามากกว่าปกติไม่ต้องตกใจ ให้ใส่ทุกวันและให้ดูดขี้แดดทุก ๆ วัน หลังจากสภาพน้ำดีแล้ว ให้ใส่จุลินทรีย์เพียงเล็กน้อยแต่ทุกวัน น้ำจะไม่เสีย

วิธีแก้น้ำสีเขียวหนืด

ให้ใช้เกลือผงละลายน้ำแล้วสาดลงไปในบ่อ เกลือจะไปทำให้แพลงค์ตอนพืชตายสีน้ำจะเปลี่ยนเป็นสีดำ เนื่องจากแพลงค์ตอนพืชมีธาตุเหล็กดังนั้นจึงต้องรีบใส่จุลินทรีย์น้ำไปย่อยซากแพลงค์ตอนทันทีก่อนที่ซากแพลงค์ตอนที่ตายจะเกิดเป็นก๊าซพิษขณะที่ใช้จุลินทรีย์น้ำ เปลี่ยนสี และฟองเกิดขึ้นก็ไม่ต้องตกใจหลังจากสภาพน้ำดีแล้ว ให้ใส่จุลินทรีย์ทุกวันแต่ไม่ต้องมาก

About the author: admin